บันทึกของนายแดนดิน
Friday, July 12, 2013
ความฝันกับเงิน
มันเป็นความจริงสำหรับคนหนุ่มสาวในยุคสมัยใหม่ที่อยากจะก้าวเดินไปตามความฝันของตัวเองและใช้ชีวิตตามใจอิสระ คำว่าตามใจอิสระในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย หลักลอย ไร้จุดหมายแต่อย่างใด แต่หมายถึงการใ้ช้ชีวิตตามความฝันของตัวเอง แน่นอนกว่าที่เราจะถึงฝัน เราก็ต้องมาวางแผนชีวิตกันว่าเราจะอยู่จะกินอย่างไหรในอีกสามปี ห้าปี ข้างหน้า (สำหรับผมการตั้งเป้าหมายที่ 10 ปีมันยาวนานเกินไป) ถ้าเราฝันอยากมีกิจการเป็นของตัวเอง อยากเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลก เราก็ต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้
ในโลกแห่งความเป็นจริง เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า 'เงิน' คือปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เราก้าวไปถึงจุดที่ฝัน และแน่นอน หนุ่มสาวอย่างเรายังมีไฟ มีแรง และความคิดในการที่จะขวนขวายหาต้นทุนดังกล่าว เรามาตั้งเป้ากันว่าสิ้นปีนี้เราอยากจะมีเงินในบัญชีสักเท่าไหร่ แล้วเราจะลงทุนอะไรที่จะช่วยให้การออมของเรารวดเร็วขึ้น....เราลองทำงานให้หนักสักสามถึงห้าปี ตั้งเป้าไว้เลยว่า ภายใหนสามปีหรือห้าปีเราต้องมีเงินล้านให้ได้ ถ้าเราเชื่อในสิ่งนั้นและเรามีวินัยในการเก็บออม เป้าหมายที่เราตั้งไว้ย่อมไม่ไกลเกินคาดอย่างแน่นอน
บันทึก ณ ห้วงแห่งความฝัน
12 กรกฏาคม 2556
แดนดิน
Monday, September 19, 2011
'ซากุระในสายลมร้อน' ความรักของเด็กหนุ่มไทยปอนๆ กับสาวน้อยน่ารักชาวญี่ปุ่น

มีโอกาสได้อ่านหนังสือเรื่อง 'ซากุระในสายลมร้อน' ทำให้เรียนรู้ว่าความรักนั้นไม่มีเชื้อชาติ ไม่แบ่งแยกสีผิว ภาษา วัฒนธรรมและความรักไม่มีเงื่อนไขใดๆ มากางกั้นแต่อย่างใด ความรักเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา และทุกจังหวะของช่วงชีวิตเรา บางครั้งคนที่เราค้นหามาทั้งชีวิตอาจอยู่ ณ มุมใดมุมหนึ่งของโลกบูดๆ เบี้ยวๆ ใบนี้หรืออาจจะเดินสวนกันไปมาอยู่บ่อยครั้งก็เป็นได้
'ซากุระในสายลมร้อน' เป็นเรื่องราวความรักของเด็กหนุ่มไทยปอนๆ คนหนึ่งกับสาวน้อยน่ารัก นักดนตรีระดับโลกชาวญี่ปุ่น สองหัวใจที่แตกต่างกันทั้งฐานะ เชื้อชาติ ภาษา และความห่างไกล แต่ถูกผูกพันกันไว้ด้วยท่วงทำนองแห่งดนตรี ซากุระต้นน้อยๆ ต้นหนึ่ง จะสามารถเติบโตหยั่งกิ่งก้านสาขาแห่งความรักที่ลุ่มนำเจ้าพระยาแห่งนี้ได้ หรือไม่ และท่อนสุดท้ายของบทเพลงจะจบลงด้วยรอยยิ้มหรือน้ำตา
สนใจหนังสือเล่มนี้ คลิกตามลิงค์เลยครับ
http://www.pantipmarket.com/mall/daendinbookonline/?node=products&id=128728
แดนดิน
20 กันยายน 2554
เวลา 24:24 น.
Sunday, April 24, 2011
บันทึกของนายแดนดิน 2

วันศุกร์ ที่ 22 เดือน เมษายน 2554
08.30 น. นั่งรถไฟฟ้าไปทำงานเหมือนเช่นทุกวัน และทำงานอันแสนเบื่อหน่ายเหมือนเช่นเคย
14.00 น. สัมภาษณ์ Web Designer เป็นชายหนุ่มวัยใกล้ 30 เรียนจบคณะอิงค์แต่เลือกเดินสาย Web Design ศึกษาด้วยตนเองและสามารถสร้างอาชีพใหม่พร้อมรายได้ที่สูงขึ้นได้อย่างน่าสนใจ เป็นแรงบันดาลใจให้ผมอีกคนสำหรับวันนี้
15.30 น. เป็นตัวแทนของบริษัทไปบริจาคเงินช่วยเหลือพี่น้องชาวใต้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมครั้งที่ผ่านมาพร้อมด้วยผู้จัดการของบริษัทแล้วถ่ายรูปคู่กับเจ้าหน้าคนหนึ่ง ฉากหลังมีป้ายข้อความสีแดงเด่นหราเขียนว่า ‘สภากาชาดไทย’ พอกลับมาถึงก็อัพรูปดังกล่าวขึ้นหน้า Facebook Fan Page ของบริษัททันที (เป็นการทำบุญเอาหน้าครั้งแรกจริงๆ)
19.30 น. พบเพื่อนที่ชิดลมและพากันไปนั่งชิลที่ลานเบียร์ฝั่งตรงข้ามโลตัส อ่อนนุช นักร้องเล่นได้โดนใจ มีมุขตลกแพรวพราว ทำให้สาวเล็กสาวใหญ่ส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดดังลั่น
01.00 น. กลับเข้าคอนโดและอาบน้ำเข้านอนอย่างอ่อนล้า
วันเสาร์ ที่ 23 เมษายน 2554
06.00 น. รีบสีขี้ตาตื่นขึ้นมาพร้อมด้วยอาการปวดหัวตุ๊บๆ ที่วิ่งพล่านอยู่ในหัว จับแท็กซี่บึ่งไปที่บริษัทสมบัติทัวร์เพื่อไปรับลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งที่จะมาสอบภาค ข ของ ก.พ. พรอ้มคุณแม่ พอไปถึงก็เห็นญาตินั่งรออยู่แล้วจึงพานั่งแท็กซี่วิ่งกลับอย่างรวดเร็ว
12.00 น. ในที่สุดก็มีคนตกลงขอเช่าคอนโดที่ The Link ในราคาเดือนล่ะ 10,000 บาท (ตั้งราคาไว้ที่ 11,000) ตัดสินใจปล่อยเช่าเพราะต้องการเงินมาจ่ายค่าธรรมเนียมประจำปีที่ครบกำหนดชำระในเดือนมิถุนายน ส่วน ‘ไอ้เรา’ ต้องรีบหาห้องเช่าราคาถูกๆ เพราะอยาก save เงินไปเข้าคอร์สเรียนทำขนมปัง นมสด เบื่อกทม. อยากไปใช้ชิวิตอยู่ต่างจังหวัดแล้วสิ
15.00 น. ไปดูหนังเรื่อง World Invasion กับ ‘ไอ้หมูดุด’ ด้วยความระทึกตื่นเต้นไปกับหนัง บทดำเนินเรื่องได้อย่างกระชับเร้าใจ พร้อมแฝงแง่คิดและดราม่าเรียกน้ำตาผู้ชมได้พอสมควร
19.00 น. กลับถึงคอนโดแล้วสั่งพิซซ่ามานั่งทานกับญาติ ด้วยความเอร็ดอร่อย (ปกติไม่ชอบกินอาหาร Fast Food แต่เมื่อคืนไม่รู้จะสั่งเมนูอะไรที่สามารถมานั่งทานกันได้สามสี่คน) กินเสร็จ อาบน้ำ แล้วเข้านอนด้วยความเหนื่อยล้า
08.00 น. ตื่นขึ้นมารีบล้างหน้าแปรงฟัน แล้วแต่งตัวออกไปพร้อมกับญาติที่จะไปสอบ ก.พ. ที่อิมแพ็ค แวะทานข้าวที่โลตัส อ่อนนุช แล้วมุ่งสู่เป้าหมายฉับพลัน
10.00 น. รถตู้วิ่งมาจอดที่อิมแพ็คฯ เห็นจำนวนคนที่มาสอบ ก.พ. แล้วตกใจ นั่ง Shuttle Bus มาถึง Hall สถานที่สอบ ก.พ. เดินหาที่นั่งด้วยความลำบาก พอถึงเวลาก็เดินเบียดผู้คนเข้าสู่ Hall อย่างเมื่อยล้า ยังพอมีเวลาเหลืออีกสองสามชั่วโมงก่อนการสอบภาคบ่ายจะเริ่มขึ้น จึงพากันมานั่งรออยู่บนพื้นของ Hall พร้อมกับผู้คนอีกมากหน้าหลายตา และเย็นนี้ก็ต้องส่งญาติกลับต่างจังหวัดแล้วกลับมาเตรียมตัวเพื่อการทำงานของวันรุ่งขึ้น
ทำวันนี้ให้ดีที่สุด และทำวันพรุ่งนี้ให้ดีกว่าเดิม นายแดนดิน
บันทึก เวลา 12.17 น.
ณ อิมแพ็คเมืองทองธานี
24 เมษายน 2554
Thursday, April 21, 2011
บันทึกบทที่ 1 ของนายแดนดิน

06.00 น. ตื่นเช้าขึ้นมาด้วยความสดใส เดินออกมายืนตรงระเบียงพร้อมสูดอากาศยามเช้าอัดเข้าปอดสามครั้ง มองไกลออกไปบนทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ เห็นรถวิ่งขวักไขว่เร็วจี๋ เท่านั้นเองก็รีบเดินกลับเข้าห้องทันที
06.15 เปิดทีวีดูข่าวสรยุทธ์ บอกต้นวาสนาออกดอกช่วงหน้าร้อน โดยปกติแล้ววาสนาจะผลิดอกในช่วงปลายฤดูหนาว จากนั้นก็มีคลิปวิดีโอยานอวกาศประหลาดบินว่อนเป็นฝูงอยู่บนน่านฟ้าประเทศญี่ปุ่น ประหลาดขึ้นทุกวันโลกของเรา
06.30 น. รีดชุดทำงานด้วยความเบื่อหน่ายเช่นเคย อยากหาใครสักคนมารีดให้แล้วสิ จากนั้นก็เดินไปอาบน้ำ เสร็จแล้วก็แต่งชุดอันแสนอึดอัดนั้นอีกครั้ง
08.30 น. ออกจากคอนโดท่ามกลางเปลวแดดที่แผดเผาอย่างเริงแรง เดินผ่านผู้คนหลากหลาย ข้ามถนนที่อัดแน่นด้วยยานพาหนะหลากสี เข้าโลตัสสัมผัสความฉ่ำเย็นของอวลไอแอร์ ตรงไปห้องน้ำ สำรวจตัวเองผ่านกระจกบานทะเล่ออีกหน ก่อนเดินเบียดผู้คนขึ้นรถไฟฟ้าอย่างมาดมั่น หลายคนดูรีบเร่ง พอประตูรถไฟ้ฟ้าปิดดังปัง ความเงียบก็แผ่ซ่านอยู่รอบตัวเรา ผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นหนุ่มสาวออฟฟิศ มีเครื่อง BB, iPhone อยู่ในมือเกือบทุกคนและมีหูฟังเสียบคาหูสองข้างนั้นเหมือนกันไปหมด ต่างฟังเพลงและก้มหน้าแช็ตกันอย่างไม่สนใจใคร ส่วนเราก้มหน้าอ่านหนังสือ How to have kick-ass ideas ของ Chris Barez Brown ตรงช่องประตูด้านในที่มีกระจกแก้วกั้นระหว่างคนนั่งกับคนยืนด้วยใจจดจ่อ
09.00 ขบวนรถไฟฟ้าทะยานพุ่งมาจอดตรงสถานีสยาม เดินเบียดผู้คนออกจากประตูรถไฟฟ้าสายสุขุมวิท เดินลงบันไดเลื่อน แล้วไปยืนอยู่ข้างเสาตรงชานชาลามุ่งสู่สายสีลม หนุ่มสาวออฟฟิศยังคงยืนต่อแถวกันเรียงรายและยามเจ้าเก่าก็ขยันเป่านกหวีดเหลือเกิน
09.20 น. รถไฟวิ่งมาถึงสถานีช่องนนทรีย์ เดินลงจากสถานี้นั้นอย่างรีบเร่ง เห็นขอทานผู้หญิงนั่งเอาไม้ตีขวดร้องเพลงโยเยฟังไม่ได้สรรพ หลายคนโยนเศษตังค์ลงไปในขันสีเก่ามอซออย่างแสนอนาถใจ
09.30 เดินเข้ามาในตึกป่าโซ่ทาวเวอร์ ขึ้นลิฟท์สู่ชั้น 12 เดินผ่านออฟฟิศของบริษัทแห่งหนึ่ง แอบมองเข้าไปในออฟฟิศนั้นเผื่อจะเห็นนางอัปสรสักคน แต่ดันเจอนางอับเฉาหญิงแก่คราวแม่นั่งน่าบึ้งตึงอยู่บนโต๊ะทำงานเลยรีบหันหน้ากลับแล้วตรงดิ่งเข้าออฟฟิศของตัวเองทันทีทันใด
09.40 เปิดคอมเสร็จ ชงกาแฟมานั่งจิบเบาๆ ยังไม่มีใครเข้าออฟฟิศ นั่งเช็คเมล์ไปสักพัก พนักงานหลายคนเริ่มทยอยกันเข้ามา ทักทายกันตามมารยาทเหมือนเช่นเคย แล้วงานอันซ้ำซากจำเจก็เริ่มขึ้นอีกหน
10.00 แม่บ้านวัยห้าสิบเข้ามาทำความสะอาด ทักทายแกเหมือนเช่นทุกวัน แล้วเราก็คุยกันถึงต้นวาสนาที่ออกดอกในหน้าร้อนและสภาพอากาศของโลกที่กลับตาลปัตรสิ้นเชิง ส่วนพนักงานคนอื่นๆ ต่างก็หน้าดำคร่ำเคร่งอยู่กับโปรเจคท์เร่งด่วนของวัน
13.15 ถึงเวลาพักเที่ยง เดินเข้าซอยละลายทรัพย์ เบียดกับสาวออฟฟิศคนหนึ่ง กลิ่นหอมโชยชายติดเสื้อจนไม่อยากซัก รับประทานอาหารเสร็จก็กลับเข้าทำงานทันทีทันใดเพราะกลัวว่างานจะเสร็จไม่ทันแล้วต้องอยู่เฝ้าออฟฟิศอีก
13.45 candidate ตำแหน่ง Web Designer มานั่งรออยุ่ในออฟฟิศ นั่งสัมภาษณ์กับผู้บริหารชาวเกาหลี ประทับใจคนนี้เป็นพิเศษ ชอบงาน Graphic Design แบบ Animation Character ประสบการณ์ทำงานแค่สองปีแต่ศักยภาพสู้คนที่มีประสบการณ์ห้าปีได้สบาย หลังสัมภาษณ์เสร็จ Boss ชาวเกาหลีบอกว่าคนนี้แหละใช่เลย แต่ปัญหาคือไม่ค่อยสันทัดพวก HTML สักเท่าไหร่ แต่ไม่เป็นไร Programmer ฉลาดเป็นกรดของบริษัทคงไม่มีปัญหาอยู่แล้ว
19.15 ออกจากออฟฟิศด้วยความสดใส ไม่เครียดเหมือนวันก่อนๆ นั่งบีทีเอสกลับบ้านท่ามกลางผู้คนมากหน้าหลายตาเหมือนเช่นเคย พอมาถึงสถานีอ่อนนุช ก็เดินลงไปซื้อกับข้าวที่ตลาด เจอ Asher และแฟนใหม่จึงทักทายและพูดคุยพอหอมปากหอมคอ ก่อนซื้อข้าวเหนียวปีกไก่ทอดมากิน อ้อ...ไม่ลืมแวะซื้อเบียร์สิงห์สองขวดเล็กพอกระดกกลับมากินที่คอนโด พอมาถึงที่คอนโดเห็นประกาศบ
บันทึก ณ คอนโดเดอะลิงค์ สุขุมวิท 50
22.30 น.
นายแดนดิน
